ตัวใหญ่มันหนัก ลดอีโก้ตัวเองลงบ้าง พี่ไก่รัญจวน

เวลาผ่านไป สิ่งหนึ่งที่เราคิดตัวเองคือตัวใหญ่ มันหนักมากกว่าที่เราควรจะเป็น การลดอีโก้ตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ มันช่วยให้เรามีชีวิตที่เบาบางและมีความสุขมากขึ้น มาดูกันว่าเราจะทำอย่างไร

  1. ยอมรับความไม่สมบูรณ์: เราไม่ต้องการเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเสมอไป ทุกคนมีข้อจำกัดและความไม่สมบูรณ์ของตนเอง ยอมรับความเป็นจริงนี้และรู้ว่ามันไม่มีอะไรผิดปกติ
  2. ละทิ้งความทุกข์: อย่าปล่อยให้ความทุกข์ครอบครองเรา มันเป็นภาระที่หนักมาก ในที่ที่เราไม่จำเป็นต้องกำหนดความสำคัญให้กับมัน พยายามที่จะละทิ้งความทุกข์และเครียดที่ไม่จำเป็น
  3. ให้ความรักแก่ตัวเอง: รักตัวเองให้มากขึ้น อย่าว่ากันหรือว่าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณค่าของคุณไม่ขึ้นอยู่กับความสำเร็จหรือภาพลักษณ์ของคุณ
  4. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น: การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่เพียงพอ ละทิ้งการเปรียบเทียบและให้ความสำคัญกับความเป็นตัวของคุณ
  5. มุ่งหน้าไปข้างหน้า: หยุดสงสัยและกังวลเกี่ยวกับความคิดของผู้อื่น มุ่งหน้าไปข้างหน้าและทำสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขและประสบความสำเร็จ

การลดอีโก้ตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันมีผลดีอย่างมาก มันช่วยให้คุณมีความสุขและเบาบางขึ้น ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้และเริ่มสร้างชีวิตที่น้อยกว่าหนักมากขึ้นสำหรับตัวคุณเอง!

การพิสูจน์ความจริงใจ

การพิสูจน์ความจริงใจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีความยาก เนื่องจากความจริงใจเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในใจและไม่สามารถเห็นได้โดยตรง อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้บางวิธีหรือหลักการเพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นในความจริงใจของเราหรือของผู้อื่นได้บ้างเช่น:

  1. ความตรงไปตรงมาในพูดจา: พยายามพูดอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ตรงกับความคิดและความรู้สึกของเรา หลีกเลี่ยงการปลอมแปลงหรือกล่าวหาสิ่งที่ไม่เป็นจริง
  2. ความสอดคล้องระหว่างพูดและการกระทำ: สร้างความสอดคล้องระหว่างคำพูดและการกระทำของเรา เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเราจริงใจและจะทำตามสิ่งที่เราพูด
  3. ความสอดคล้องกับค่านิยมและหลักธรรมชาติ: ให้ความสำคัญกับค่านิยมและหลักธรรมชาติที่เราเชื่อถือ และปฏิบัติตามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะส่งผลให้คนรอบข้างมีความเชื่อมั่นในความจริงใจของเรา
  4. การเป็นตัวของเราเอง: รู้จักตัวเราเองอย่างแท้จริงและไม่ปลอมแปลงตัวตน เราควรเชื่อในความคิดและความรู้สึกของเราเองและแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาตามที่เราเชื่อ
  5. ความไว้วางใจและเวลา: การสร้างความไว้วางใจและให้เวลาให้กับคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญในการพิสูจน์ความจริงใจ การสร้างความไว้วางใจให้กับผู้อื่นและให้เวลาให้กับผู้อื่นเพื่อให้พวกเขาสามารถแสดงออกถึงความจริงใจของพวกเขาได้

การพิสูจน์ความจริงใจเป็นกระบวนการที่ต้องการเวลาและความไว้วางใจจากผู้อื่น อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจและการสร้างความไว้วางใจในระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในความจริงใจของผู้อื่นและในตัวเราเอง

อุตสาหกรรมชีวิต

อุตสาหกรรมชีวิต

คำว่า “อุตสาหกรรมชีวิต” เป็นคำพูดที่ใช้ในบางกรณีเพื่ออธิบายการแข่งขันและการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของชีวิตและสังคม เช่น การทำงานที่หนักและระยำ, การพัฒนาเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ, การสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต, การแข่งขันเพื่อความสำเร็จเป็นต้น

ในบางครั้ง “อุตสาหกรรมชีวิต” อาจหมายถึงการก้าวสู่การพัฒนาและการเติบโตในด้านต่างๆ ของชีวิต เช่น การพัฒนาทักษะและความรู้, การเสริมสร้างสุขภาพทางกายและจิตใจ, การสร้างความสำเร็จในการงานหรือชีวิตส่วนตัว เป็นต้น

การอ้างถึง “อุตสาหกรรมชีวิต” อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ปัจจัยต่างๆ ในชีวิต เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ, เทคโนโลยี, ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างผลผลิตหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตและการทำงานในรูปแบบที่มีประสิทธิผลมากขึ้น

อุตสาหกรรมชีวิตสามารถครอบคลุมหลายด้านของชีวิต เช่น การผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้า, การให้บริการ, การนำเข้าและการส่งออก, การเกษตร, การศึกษา, การสื่อสาร, การท่องเที่ยว, การดูแลสุขภาพ, การบันเทิง เป็นต้น

สรุปได้ว่า “อุตสาหกรรมชีวิต” เป็นคำที่ใช้ในบางกรณีเพื่ออธิบายการพัฒนาและการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของชีวิตและสังคม โดยเน้นการใช้ปัจจัยต่างๆ เพื่อสร้างผลผลิตหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในสังคมและสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

คนดีต่างกับคนชั่วอย่างไร

คนดีและคนชั่วมีความแตกต่างกันอย่างมาก

นี่คือบางคุณสมบัติที่อาจช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนดีและคนชั่ว:

  1. ค่านิยมและจริยธรรม: คนดีมักมีค่านิยมที่ดีและจริยธรรมที่มีมากขึ้น พวกเขาอาจมีค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความเท่าเทียม และความช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่คนชั่วอาจไม่ใส่ใจกับค่านิยมหรือจริยธรรมและมักมีแนวโน้มที่จะละเว้นหรือละเว้นความชอบธรรมในการปฏิบัติตนเอง
  2. การกระทำ: คนดีมักมีพฤติกรรมที่ดีและเก่งกาจในการกระทำที่ช่วยเพิ่มคุณค่าและสร้างสรรค์สิ่งดีๆในโลกรอบตัว พวกเขาอาจเป็นคนที่ให้ความรักและความอบอุ่นแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วยหรือยากไร้ หรือทำกิจกรรมทางอาสาเพื่อสังคม ในทางตรงกันข้าม คนชั่วอาจมีพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การก่อกวน การทำร้ายผู้อื่น การโกหกหรือการละเมิดกฎหมาย
  3. มุมมองต่อสังคม: คนดีมักมองหาวิธีที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีและสร้างความเป็นสันติสุข พวกเขาเคารพสิทธิมนุษยชนและต่อองค์กรหรือกฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพ ในทางกลับกัน คนชั่วอาจมีมุมมองที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เคารพกฎหมาย หรือเป็นอันตรายต่อสังคม
  4. การดูแลส่วนตัว: คนดีมักมีการดูแลส่วนตัวที่ดีและรับผิดชอบต่อตนเอง พวกเขาใส่ใจในสุขภาพทางกายและจิตใจของตนเอง พวกเขาเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คนชั่วอาจมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองหรือให้ความสำคัญกับการดูแลส่วนตัวน้อยลง
  5. การเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้: คนดีมักมีจิตสำนึกและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะเรียนรู้จากประสบการณ์และพัฒนาตนเองเพื่อเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่คนชั่วอาจมีแนวโน้มที่จะยึดมั่นในความคิดหรือพฤติกรรมที่เสียหายและไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การหาคนดีหรือเพื่อนคู่ดีนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายามในการสำรวจและพิจารณาผู้คน จำไว้ว่าบุคคลที่เหมาะสมและดีต่อคุณอาจมีลักษณะและคุณสมบัติที่ต่างกันไป ควรจะให้เวลาและพิจารณาตามค่านิยมและความต้องการส่วนบุคคลของคุณเองเพื่อหาคนที่เหมาะสมและนำความสุขมาให้แก่คุณในทางที่ดีที่สุด

การแสดงพฤติกรรมของคนรอบข้าง

การแสดงพฤติกรรมของคนรอบข้าง

การแสดงพฤติกรรมของคนรอบข้างมีผลต่อเราในหลายด้านของชีวิต นี่คือสาเหตุและผลที่อาจเกิดขึ้น:

  1. ผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึก: พฤติกรรมของคนรอบข้างสามารถส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราได้ ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับความปรารถนาดีหรือการสนับสนุน เช่น การยืนกรานให้กำลังใจ เราอาจรู้สึกมีกำลังใจและมีความสุข ในทางกลับกัน ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่ไม่เป็นกันเองหรือที่ไม่สนับสนุน เช่น การวิจารณ์หรือการเลียนแบบพฤติกรรมเสีย เราอาจรู้สึกท้อแท้หรือเสียหายใจ
  2. การมองเห็นและการเรียนรู้: พฤติกรรมของคนรอบข้างสามารถส่งผลต่อมุมมองและการเรียนรู้ของเรา ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ เช่น การแบ่งปันความรู้ การให้ข้อมูลใหม่ เราอาจได้รับข้อมูลและแง่มุมใหม่ ที่เป็นประโยชน์ ในทางกลับกัน ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการคิดเชิงลบหรือการละเมิด เช่น การเสียดสีหรือการหยาบคาย เราอาจได้รับสิ่งที่ไม่ดีและมองเห็นในแง่ลบ
  3. การสร้างสัมพันธ์: พฤติกรรมของคนรอบข้างมีผลต่อความสัมพันธ์ของเรากับพวกเขา ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่สร้างสรรค์และสนับสนุน เช่น การให้คำปรึกษา การเอาใจใส่ เราอาจสร้างความสัมพันธ์ที่มีความร่วมมือและเสริมสร้าง ในทางกลับกัน ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือการมีทัศนคติเชิงลบ เช่น การพูดจาหยาบคาย การขัดแย้ง เราอาจสร้างความขัดแย้งและความไม่พอใจ
  4. การผลักดันและความกระตือรือร้น: พฤติกรรมของคนรอบข้างอาจมีผลต่อการผลักดันและความกระตือรือร้นของเรา ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่ส่งผลเชิงบวกและเป็นกำลังใจ เช่น การพูดถึงความสำเร็จ การสร้างแรงจูงใจ เราอาจได้รับกำลังใจและความกระตือรือร้นในการดำเนินชีวิต ในทางกลับกัน ถ้าคนรอบข้างแสดงพฤติกรรมที่เป็นกำลังกายหรือการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การท้าทายเข้ามาอย่างเจ็บปวด เราอาจถูกผลักดันให้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือประสบความเสียหาย

การแสดงพฤติกรรมของคนรอบข้างมีผลต่อเราอย่างมาก เราอาจไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของคนรอบข้างได้ แต่เราสามารถทำตัวให้มีความรู้สึกและการตอบสนองที่เหมาะสมต่อพฤติกรรมเหล่านั้น การสร้างความตระหนักและการเลือกตอบสนองให้เหมาะสมสามารถช่วยให้เราสร้างความสมดุลและความสุขในชีวิตได้

ความสมดุลในชีวิต

ความสมดุลในชีวิต

ความสมดุลในชีวิตหมายถึงการสร้างสมดุลทางกายภาพและจิตใจในทุกด้านของชีวิตของเรา เมื่อเรามีความสมดุล เราสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในทุกด้านของชีวิตได้ นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำเพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต:

  1. การดูแลสุขภาพกาย: การรักษาสุขภาพกายที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสมดุลในชีวิต สามารถทำได้โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกทานอาหารที่เป็นโภชนาการ พักผ่อนให้เพียงพอ และปรับการนอนให้มีคุณภาพที่ดี
  2. การพักผ่อนและการจัดการกับความเครียด: การให้เวลาให้ตนเองในการพักผ่อนและส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต อาจทำได้โดยการฝึกสมาธิ การทำโยคะ การอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
  3. การเลือกใช้เวลาอย่างมีสติ: การจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสมดุลในชีวิต สามารถทำได้โดยการกำหนดลำดับความสำคัญในกิจกรรมที่ต้องทำ และให้เวลาให้เพียงพอในแต่ละด้านของชีวิต เช่น งาน ครอบครัว เพื่อน ส่วนตัว เป็นต้น
  4. การสร้างความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว: ความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวมีความสำคัญ เราควรมีเวลาที่เพียงพอในการทำกิจกรรมที่เรารักและทำให้เรามีความสุข เช่น การทำงานที่มีความสุข การมีเวลาสำหรับครอบครัวและเพื่อน เป็นต้น
  5. การตั้งเป้าหมายและการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว: การตั้งเป้าหมายและติดตามความคืบหน้าของเราเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสมดุลในชีวิต เราควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในด้านต่างๆ เช่น การวางแผนอนาคตทางอาชีพ การพัฒนาทักษะ การให้ความสำคัญกับครอบครัวและความสุขส่วนตัว เป็นต้น
  6. การรักษาความสมดุลระหว่างสัมพันธ์ส่วนตัว: การรักษาความสมดุลระหว่างความรักและความใส่ใจกันเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ควรให้เวลาและความใส่ใจกับคนที่เรารักและรับความรักกลับมาอย่างเท่าเทียมกัน

ความสมดุลในชีวิตไม่ได้หมายความว่าทุกด้านของชีวิตต้องเป็นไปในสัดส่วนเท่าๆ กัน เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการ

การปล่อยวาง คืออะไรทำไมต้องปล่อยวาง

การปล่อยวาง

การปล่อยวางหมายถึงการปล่อยความคาดหวัง ความกังวล หรือความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรือผลลัพธ์ที่เราไม่สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ เราทำการปล่อยวางเพื่อให้ได้รับสภาวะความสงบ และความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เหตุผลที่เราควรปล่อยวาง

  1. การลดความกังวล: เมื่อเราพยายามควบคุมสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ผลลัพธ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง เราจะเจอกับความกังวลและความผิดหวัง การปล่อยวางช่วยลดความกังวลและอย่างไรก็ตามอนุญาตให้เรามองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันและรับมือกับสถานการณ์อย่างมีสติ
  2. การรับรู้ความไม่แน่นอน: ชีวิตไม่มั่นคงและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การปล่อยวางช่วยให้เรายอมรับและรับรู้ความไม่แน่นอนในชีวิต แทนที่จะติดตัวกับความคาดหวังและการควบคุมทุกสิ่ง
  3. การเสริมสร้างความยืดหยุ่น: การปล่อยวางช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและปรับเปลี่ยนในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง มันช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับสถานการณ์ใหม่ และหาทางแก้ไขหรือปรับปรุงในกรณีที่จำเป็น
  4. สุขภาพจิตที่ดี: การปล่อยวางช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เมื่อเรายอมรับและปล่อยวางสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เราสามารถมองหาวิธีในการรับมือและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีสติ และเสริมสร้างความสุขและความพึงพอใจในชีวิตของเรา

ความหมายของการปล่อยวาง

การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับสถานการณ์ทุกอย่างโดยไม่ทำอะไร แต่เป็นการรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในชีวิต และเลือกที่จะปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ให้เหมาะสม ปล่อยวางช่วยให้เรามีความสุขและความเป็นอิสระในการตัดสินใจและแสวงหาความสำเร็จในทางที่เหมาะสมกับเราเอง

ตัวอย่างการปล่อยวาง

นี่คือตัวอย่างของการปล่อยวางในสถานการณ์ที่ต่างๆ ที่เราอาจพบเจอในชีวิตประจำวัน:

  1. การลงโทษตนเอง: เมื่อเราทำผิดหรือทำไม่สำเร็จตามคาดหวัง เราอาจมีแนวโน้มที่จะตักเตือนตนเองหรือกังวลว่าเราไม่ควรทำผิด ในการปล่อยวางในกรณีนี้ เราสามารถยอมรับว่าเราทำข้อผิดพลาดและเรียนรู้จากมันได้ แล้วจากนั้นเราสามารถปรับตัวและดำเนินต่อไปในทางที่ถูกต้อง
  2. การพบกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้: เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การติดต่อธุรกิจที่ล่าช้า เราอาจมีแนวโน้มที่จะกังวลและทำให้เราเสียเวลาและพลาดโอกาส ในการปล่อยวาง เราสามารถยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์เหล่านี้ได้ และเน้นในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ เช่นการตัดสินใจและการปรับแผนเพื่อให้เราทำเต็มที่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  3. ความผิดหวังในความรักหรือความสัมพันธ์: เมื่อความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวังหรือเสียเปรียบ เราอาจมีแนวโน้มที่จะยึดติดกับความผิดหวังและกังวลว่าเราไม่ควรเสียเวลากับสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ในการปล่อยวาง เราสามารถยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนและทุกความสัมพันธ์ที่จะเข้าข้างเรา และเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้และเน้นที่ความสัมพันธ์ที่ดีกว่าในอนาคต
  4. การเปลี่ยนงานหรือการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน: เมื่อเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนสถานการณ์ในการทำงาน เช่นการเลิกงานหรือการย้ายที่อยู่ เราอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ในการปล่อยวาง เราสามารถเตรียมตัวและปรับตัวกับสถานการณ์ใหม่ เราสามารถเรียนรู้ใหม่และพัฒนาทักษะใหม่เพื่อเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่

การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรมีความรับผิดชอบหรือไม่ห่วงใย แต่เป็นการยอมรับว่ามีสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้และเลือกที่จะตอบสนองและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เหมาะสม นี่เป็นการให้เรามีความสงบและความสุขในชีวิตที่มีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ปลากระดี่ คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง

ปลากระดี่ คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง

ปลากระดี่ (Betta splendens) ที่มา

ปลากระดี่ (Betta splendens) คือปลาน้ำจืดขนาดเล็กที่มีรูปร่างสวยงามและมีการสะสมพันธุ์ที่พิเศษ. มักจะมีสีสันสวยงามบนลำตัวและประกายสีสดใส และเป็นที่นิยมในการเลี้ยงเป็นปลาเลี้ยงในถ้วยน้ำเล็ก ๆ หรือบ่อน้ำขนาดเล็ก.

เมื่อพูดถึงการทำอาหารที่เกี่ยวข้องกับปลากระดี่ นอกจากการให้อาหารแห้งพิเศษสำหรับปลากระดี่ที่สามารถซื้อได้จากร้านค้าสัตว์เลี้ยง ยังมีอาหารสดและอาหารจากเครื่องครัวที่คุณสามารถเตรียมได้ด้วยตนเอง. นี่คือ

เมนูที่สามารถทำได้กับปลากระดี่:

  1. อาหารแบบแช่เนื้อสด: คุณสามารถให้อาหารปลากระดี่ด้วยเนื้อสัตว์สด เช่น แมลงน้ำ (ด้วงกวน, ด้วงปลา, หนอนแมลง, หอยทาก), แมลงสาบ, แมงมุม, หรือตัวอ่อนของสัตว์น้ำต่าง ๆ. แต่ต้องระวังการให้เนื้อสดให้เป็นเวลาสั้นเพื่อป้องกันการเป็นเชื้อโรคหรือการเกิดการสลายทางเคมีในน้ำ.
  2. อาหารแห้งสำหรับปลากระดี่: มีอาหารแห้งที่พัฒนามาเป็นพิเศษสำหรับปลากระดี่ สามารถซื้อได้ในร้านค้าสัตว์เลี้ยง อาหารแห้งสำหรับปลากระดี่มักประกอบไปด้วยตัวอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตและสภาพสมองของปลากระดี่.
  3. อาหารที่เตรียมจากเครื่องครัว: สามารถเตรียมอาหารสำหรับปลากระดี่จากเครื่องครัวได้ อาจประกอบไปด้วยอาหารเสริมเช่น ข้าวสวย, ผักสดที่บดละเอียด, และหอยแมลงภู่เต็มที่. อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบว่าอาหารเหล่านี้ปลอดภัยและไม่มีสารเคมีหรือเครื่องปรุงใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อปลากระดี่.

อย่างไรก็ตาม, การเลี้ยงปลากระดี่อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ, สภาพน้ำ, และความต้องการของปลากระดี่แต่ละตัว ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ปลากระดี่ของคุณได้รับอาหารที่เหมาะสมและสมดุลย์

เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์ คนดัง

มีตัวหลักเป็นนักแสดงที่ทำงานในวงการบันเทิง แต่เบื้องหลังก็มีธุรกิจของตัวเอง พระเอกดังอย่าง “หม่ำ จ๊กมก, สุนารี ราชสีมา, ไมค์ ภิรมย์พร และ บัวขาว บัญชาเมฆ” เรียกได้ว่าทั้ง 4 คนนี้เป็นตัวเต็ง ของแวดวงนี้. งานในวงการแน่นโกยราคา ธุรกิจรายได้งาม

ทั้ง 4 คนมีธุรกิจเดียวกันคือขายน้ำปลาร้า วันนี้เราจะมาดูรายได้ต่อปีจากธุรกิจน้ำปลาร้าของพวกเขากันดังนี้

  • MUM หม่ำ จ๊กมก รายได้รวมปี 2563 32.9 ล้านบาท
  • สุนารี ของ สุนารี ราชสีมา รายได้รวมปี 2563 6.7 ล้านบาท
  • แซ่บไมค์ โดย ไมค์ ภิรมย์พร รายได้รวมปี 2564 อยู่ที่ 251.4 ล้านบาท
  • บัญชาเมฆ บัวขาว บัญชาเมฆ รายได้รวมปี 2563 10 ล้านบาท
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์
รวยแล้วรวยอีก! เปิดรายได้ธุรกิจน้ำปลาร้า หม่ำ-สุนารี-บัวขาว-ไมค์

ที่มา https://entertain.teenee.com/thaistar/234261.html

แกงรัญจวน

ที่มา แกงรัญจวน

แกงโบราณที่หาทานได้ยาก ที่มาของชื่อ “แกงรัญจวน” อีกหนึ่งอาหารพระราชทานของสวนสุนันทาที่ดัดแปลงมาจากเนื้อสัตว์ที่เหลือในแต่ละวัน กลายเป็นเครื่องเคียงที่มีชื่อใหม่เพราะในสมัยก่อนเจ้านายจะเสวยพระกระยาหารเพียงน้อยนิด แต่ละมื้อ บางครั้งเสวยเพียง 1-2 คำ ทำให้มีเนื้อมาก นั่นคือ ‘แก่งรัญจวน’ ซึ่งก็คือ ที่มาของชื่อนี้. โดยมีหม่อมเจ้าหญิงแย้มยวน สิงหรา เป็นผู้คิดค้นสูตร ซึ่งนิจ เลี่ยมอุไร บอกว่าวิธีทำไม่ยาก เคล็ดลับอยู่ที่การตำน้ำพริกให้ได้รสเผ็ดเปรี้ยวเค็ม นำเนื้อไปต้มจนนุ่ม ที่นี่อาจใช้เนื้อหมู จากนั้นใส่น้ำพริกกะปิที่โขลกไว้ลงไป ใส่ใบกระเพราลงไป ชิมรสตามรสปาก “ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าเครื่องแกงด้วยใบโหระพาและพริกแดงอีกครั้ง จากนั้นคุณก็จะได้แกงกะหรี่ที่เข้าถึงอารมณ์จริงๆ”

วัตถุดิบ แกงรัญจวน

  • 500 กรัม กระดูกอ่อนหมู
  • ข่า 3 ชิ้น
  • 1 ตะไคร้
  • ใบมะกรูด 2 ใบ
  • 3 พริกขี้หนู
  • ใบโหระพาตามชอบ
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • 2 มะนาว
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • กะปิย่าง 1 ช้อนโต๊ะ
  • กุ้งแห้งตามชอบ


กระบวนการ ทำปรุงรส แกงรัญจวน

ขั้นตอนที่ 1

  1. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระดูกอ่อนหมู เคี่ยวประมาณ 30 นาที
    ขั้นตอนที่ 2
    2.น้ำพริกกะปิ โขลกกุ้งแห้ง กระเทียม กะปิย่าง พริกขี้หนูให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ มะนาว น้ำปลา
    ขั้นตอนที่ 3
    3.ตั้งน้ำหรือจะเป็นซุปก็ได้ ต้มให้เดือดอีกครั้ง น้ำต้มกระดูกอ่อน เทน้ำออก เอาเฉพาะเนื้อออก
    ขั้นตอนที่ 4
    4.รอให้เดือดใส่น้ำพริกกะปิ 3-4 ช้อนโต๊ะ หอมแดง กระเทียมทุบ ตะไคร้ ปรุงรสตามชอบ
    ขั้นตอนที่ 5
  2. โรยหน้าด้วยใบโหระพา แล้วปิดไฟ

น้ำปลาร้า ปรุงรสรัญจวนแบบผู้ดี